“เราอยากกลับบ้านมา เจอแม่ไม่มีชีวิตอยู่ไหม” คุยกับเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว เมื่อฝันร้ายวัยเด็กตามมาทำร้ายถึงในวันที่เป็นผู้ใหญ่

ในช่วง 7 ปีหลัง (2016 – 2022) ประเทศไทยมีเหยื่อความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้นจาก 1,578 ราย เป็น 2,223 ราย และมีเหยื่อที่เป็นเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้นจาก 768 ราย เป็น 896 ราย อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงส่วนน้อยของความรุนแรงในครอบซึ่งเกิดขึ้นจริงเท่านั้น เนื่องจากมีการค้นพบเช่นกันว่ากว่า 87.4% ของผู้ประสบความรุนแรงในครอบครัว ไม่เคยขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานใด ๆ ซึ่งอาจตีความได้ว่าตัวเลขจริงของการเกิดความรุนแรงในครอบครัวอาจมากกว่าตัวเลขที่มีการรายงานถึง 8 เท่า

ความรุนแรงในครอบครัวมีให้เห็นอยู่ตามหน้าข่าวอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการทะเลาะวิวาท การด่าทอด้วยวาจา การลงไม้ลงมือทำร้ายร่างกาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ที่ถูกกระทำ หรือ “เหยื่อ” ที่กำลังอยู่ในสภาวะเหล่านั้นไม่ทางในก็ทางหนึ่ง ส่งผลต่อสภาวะอารมณ์และจิตใจ พฤติกรรม ร่างกาย หรือร้ายแรงที่สุดก็อาจถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากน้ำมือของ “คนในครอบครัว”

บีบีซีไทยได้สัมภาษณ์ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นในอดีต 3 คน พวกเขาเล่าถึงเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น มองย้อนความรู้สึกในฐานะผู้โดนกระทำ ว่าส่งผลต่อตัวของพวกเขาในตอนนั้นและตอนนี้อย่างไร

“การไปกินข้าวกับพ่อแม่นอกบ้าน มันเป็นเรื่องที่ไม่สนุกเลย”

น้ำ (นามสมมติ) อายุ 29 ปี เติบโตมาในครอบครัวใหญ่ที่มี พ่อ แม่ พี่ชาย น้องสาว และญาติ ๆ อยู่ในบ้านหลังเดียวกัน พื้นฐานครอบครัวของน้ำมีปัญหาด้านการเงิน พ่อเป็นเสาหลักของบ้านที่ทำงานรับเหมาทำระบบโรงงานคอยหาเงินเข้าบ้าน ส่วนแม่เป็นแม่บ้านที่คอยดูแลทุกคนในบ้าน

น้ำเล่าว่าคุณพ่อเป็นคนอารมณ์ร้ายและมักจะทะเลาะกับแม่เกือบทุกวัน น้ำเปรียบเปรยว่าหากเทียบเป็น 7 วัน พ่อและแม่ของเธอทะเลาะกันไปแล้ว 5 วันต่อสัปดาห์ เรื่องทะเลาะมักเป็นเรื่องทั่วไป และคนที่เริ่มชวนทะเลาะมักจะเป็นพ่อ

“เขาเป็นคุณพ่อที่เกือบจะเป็นคุณพ่อที่ดีมาก แต่เขามีข้อเสียอยู่คือเรื่องอารมณ์ของเขา เขาอารมณ์ร้าย พอเขาอารมณ์ร้ายเขาจะใช้วาจาคำพูดทำร้ายคนอื่น และค่อนข้างหยาบคาย และเขาดื่มสุราหนักตั้งแต่เย็นจนดึก และเขากินแบบนี้มาตั้งแต่อายุยังน้อย แต่เขาเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ เขาดูแลคนในครอบครัวทุกคน ไม่มีวันไหนเลยที่เขาไม่มีตังค์มาให้เราไปเรียนที่โรงเรียน ต่อให้เขาไม่มี เขาก็จะต้องไปหามาให้ได้”

น้ำ (นามสมมติ)

ที่มาของภาพ,น้ำ (นามสมมติ)

น้ำบอกว่าเวลาพ่อแม่ทะเลาะกัน น้ำมักจะลงมาดู ต่อให้ไม่อยากเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ขนาดไหนก็ต้องลงมาเพราะว่าเป็นห่วงแม่ แม้ว่าพ่อจะไม่ได้ลงไม้ลงมือก็ตาม แต่การได้ไปอยู่ตรงนั้นอาจจะทำให้เขาใจเย็นลงหรือคิดได้ว่ามีลูกอยู่ตรงนั้น เผื่อทำให้สถานการณ์มันดีขึ้น

เธอบอกว่าตัวเธอเองไม่ได้ประสบความรุนแรงอย่างจัง ๆ ส่วนมากมักจะเป็นความหยาบคายทางวาจาที่พ่อมักพูดกับเธอเวลาเธอทำให้เขาไม่พอใจในบางเรื่อง

“กับเราเอง เรามักจะโดนเขาด่าในเรื่องเล็ก ๆ อย่างเช่น ซื้อของมาให้เขาผิด เขาก็จะด่าประมาณว่า ‘อีควาย อีโง่ สั่งแค่นี้จำไม่ได้หรอ สมองมึงเป็นอะไร’ มันก็ทำให้เรารู้สึกว่าแบบจากเรื่องเล็ก ๆ แต่คำด่าของเขามันทำให้เป็นเรื่องใหญ่”

น้ำ (นามสมมติ)

ที่มาของภาพ,น้ำ (นามสมมติ)

น้ำใช้ชีวิตท่ามกลางสภาวะที่ต้องเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันเกือบทุกวัน ทำให้เธอรู้สึกกดดัน มีสภาวะเครียด และบางครั้งไม่อยากอยู่บ้าน มีหลายเหตุการณ์ที่เกิดความรุนแรงมากกว่าปกติ ซึ่งเธอยังจำได้ขึ้นใจ

“พ่อกับแม่มักจะชอบไปสังสรรค์ร้องคาราโอเกะ แล้วบางครั้งเราไปด้วย ก็จะมีเพื่อนเขาทั้งเพื่อนพ่อและเพื่อนแม่ มันจะมีอยู่หลายครั้งที่เขาเถียงกันกลางโต๊ะอาหาร แล้วพอเถียงกันแรงขึ้นพ่อก็จะด่าแม่กลางโต๊ะอาหารต่อหน้าเพื่อนพ่อและเพื่อนแม่ ซึ่งมันน่าอายมาก มันทำให้เราตั้งคำถามเหมือนกันว่าเรื่องบางเรื่องกลับมาพูดที่บ้านกันก็ได้ ไม่เห็นต้องพูดต่อหน้าคนอื่น มันแย่นะ แล้วพอขึ้นรถกลับ เขาก็มักอยู่ในอาการมึนเมา มีตอนหนึ่งที่ทางกลับมันเป็นสะพานโค้ง แล้วจู่ ๆ เขาก็ขับรถข้ามไปอีกเลนที่รถสวนมา ซึ่งพอเป็นสะพานมันไม่รู้เลยว่ารถจะสวนมาข้างหน้าไหม เพราะมองไม่เห็น เหมือนเขาทำเพื่อแกล้งแม่ แล้วก็มีรถสวนมาจริง ๆ แล้วพ่อก็หักหลบกลับเข้าเลนเหมือนเดิม ซึ่งเราเจอแบบนั้นเราตกใจมาก แล้วมันทำให้เรารู้สึกว่าการไปกินข้าวกับพ่อแม่นอกบ้าน มันเป็นเรื่องที่ไม่สนุกเลย” น้ำเล่าด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

“อีกเหตุการณ์หนึ่งที่เราจำได้คือ ช่วงที่พี่ชายอยู่ในช่วงม.ปลาย ตัวเขาเองมีปัญหาบ่อย ทั้งหนีเรียน ซิ่งรถ เราจำไม่ได้ว่าเหตุการณ์เริ่มต้นมันเป็นยังไง แต่เห็นอีกทีพ่อกับพี่ชายก็ชกกันอยู่หน้าบ้าน ซึ่งพี่ชายเป็นคนง้างหมัดใส่พ่อก่อน พอเราเห็นเราก็ตกใจมาก เพราะมันไม่เคยรุนแรงถึงขั้นลงไม้ลงมือกัน แล้วแม่ก็เข้าไปห้าม แล้วเขาก็โดนลูกหลงด้วย เราเองก็เข้าไปห้ามแต่ก็โดนผลักล้มออกมา เหตุการณ์ยังจำติดตาอยู่เลย”

น้ำบอกว่ายังจำหลาย ๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ แต่ทุกอย่างก็เริ่มโอเคขึ้น เมื่อเธอโตพอที่จะออกมาใช้ชีวิตอยู่เองคนเดียวโดยไม่ต้องอยู่ในสภาวะนั้นอีกต่อไป และปัจจุบันคุณพ่อได้เสียไปแล้ว แต่เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นยังเป็นสิ่งที่เธอไม่ลืม

“เรานอนไม่ได้… ไม่กล้าหลับตา”

บอย (นามสมมติ) อายุ 25 ปี เป็นเด็กชายที่เติบโตมาในครอบครัวที่พ่อมีอาชีพทำงานบนเรือสำราญ ซึ่งการทำงานแต่ละครั้งต้องจากบ้านไปเป็นเวลาหลายเดือน ส่วนแม่เป็นแม่บ้านที่อาศัยอยู่บ้านคนละหลังในละแวกใกล้เคียงกันกับบ้านของบอย เขามีน้องสาวที่อายุห่างกัน 6 ปี โดยมีญาติคนอื่น ๆ อาศัยอยู่บ้านเดียวกันและในละแวกใกล้เคียง

สภาพความเป็นอยู่ดังกล่าวทำให้บอยสนิทกับญาติ ๆ ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน มากกว่าพ่อที่ไม่ค่อยได้เจอหน้ากัน รวมถึงแม่ที่อยู่บ้านอีกหลังกับน้องสาว

เมื่อถึงคราวพ่อกลับมาจากการทำงานเดินเรือ ทุกคนในบ้านจะต้องกลับไปบ้านที่ต่างจังหวัดซึ่งเป็นจังหวัดบ้านเกิดของพ่อ เพื่อใช้เวลาอยู่ด้วยกันช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนจะกลับมาที่กรุงเทพฯ ตามเดิม

บอยบอกว่า พ่อของเขาเป็นคนเจ้าอารมณ์ พ่อกับแม่ทะเลาะกันต่อหน้าเขาอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งมักจะใช้วาจาด่าทอกัน ไปจนถึงขั้นขว้างปาสิ่งของ

บอย (นามสมมติ)

ที่มาของภาพ,บอย (นามสมมติ)

“สิ่งที่แกทำคือแบบใช้ความรุนแรงกับสิ่งของ อาละวาด บางทีก็เป็นพวกขวด กระป๋อง แล้วก็จะเสียงดังตะโกนด่า ใช้คำหยาบ แล้วทุกคนในบ้านก็จะไม่มีใครกล้าพูดอะไร แล้วแม่ก็จะเอาเรากับน้องไปโอบ ไปกอด จะมีแค่ย่าที่สามารถพูดกับแกให้ใจเย็นได้ แต่ก็รู้สึกว่าย่าก็เป็นคนที่เกรงกลัวพ่อเราเหมือนกัน”

บอยเล่าว่า เมื่อเกิดการทะเลาะกันขึ้นเขามักจะรู้สึกกลัว และไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นเมื่อมีการทะเลาะกัน เพราะพ่อกับแม่ไม่เคยมาอธิบายหรือขอโทษเขากับน้องสาว สิ่งที่เขาทำได้คือพยายามเข้าหาผู้ใหญ่คนอื่นในบ้านเมื่อรู้สึกกลัว หรือนั่งหลบอยู่หน้าบ้าน บางครั้งก็มีอาการตัวชา พอถึงเวลานอนก็จะรู้สึกกังวลว่าเหตุการณ์มันจะเป็นอย่างไรต่อ เพราะไม่รู้ว่าพ่อที่อาละวาดนั้นใจเย็นลงหรือยัง

เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ ตลอดชีวิตที่โตมาของบอย จนเมื่อบอยได้เข้าชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อเตรียมจะเรียนต่อในชั้นมหาวิทยาลัย สถานการณ์ในครอบครัวก็แย่ลง และทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวของเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล เมื่อแม่ของเขาแอบไปมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับคนอื่น

“เหมือนจะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่จู่ ๆ แม่เราก็ออกจากบ้านแล้วก็หายไป ช่วงแรก ๆ ก็จะหายไปเช้าแล้วก็กลับมาเย็น หลัง ๆ มาก็หายไปเป็นวัน ซึ่งปกติแกไม่ใช่คนที่ไปเที่ยวไปอะไรอยู่แล้ว การหายไปแบบนั้นมันก็เลยผิดปกติ โทรไปก็ไม่รับสาย พ่อโทรหาแม่ก็ไม่ติด จนโทรมาหาเรา เราก็บอกว่าไม่รู้ ตอนนั้นเราก็ยังไม่ได้สงสัยอะไรมาก จนมีอยู่วันหนึ่งที่แม่เรากลับมาบ้านแล้วแกให้เราทำโทรศัพท์ของแกอะไรสักอย่าง แล้วระหว่างที่เรากำลังทำโทรศัพท์ของแกอยู่ ก็มีข้อความส่งมาหาทำนองว่า “คิดถึง” หรือ “ที่รัก” นี่แหละ ซึ่งเราดูชื่อแล้วมันก็ไม่ใช่พ่อเรา ก็เลยทำให้รับรู้ว่าแม่มีคนอื่น”

บอย (นามสมมติ)

ที่มาของภาพ,บอย (นามสมมติ)

หลังจากที่บอยรู้เรื่องราวของแม่ เขาก็รู้สึกโกรธ เสียใจ และถามแม่ไปตรง ๆ ว่ามีคนอื่นหรือเปล่า ซึ่งแม่ของเขาก็ยอมรับและอธิบายเหตุผลให้เขาฟังว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร เหตุผลหลักเป็นที่ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับแม่ของเขาที่เริ่มไม่สู้ดีในระยะหลัง ๆ และการได้ไปเจอคนใหม่ได้เติมเต็มสิ่งที่ขาดไปจากพ่อของเขา เวลาผ่านไประยะหนึ่งบอยก็เริ่มหงุดหงิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นน้อยลง แต่ปัญหาต่อมาจากสิ่งที่เกิดขึ้นนี้คือพ่อของเขายังไม่รู้เรื่องดังกล่าว

บอยยอมรับว่าตอนที่แม่หายไปอีกครั้ง แล้วตอนนี้เขารู้แล้วว่าแม่หายไปไหน เมื่อพ่อของเขาโทรมาถามเขา เขาก็ได้แต่บอกว่าไม่รู้ เพราะรู้สึกกลัวที่จะบอกความจริงกับพ่อ เขากังวลว่าไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นถ้าพ่อได้รับรู้ความจริง แต่ในที่สุดพ่อของเขาก็ลงมาที่กรุงเทพฯ จากต่างจังหวัดแทบจะทันทีหลังจากแม่ของเขาหายไปอีก และในที่สุดก็ได้คำตอบและรับรู้ว่าภรรยาของเขาแอบไปมีคนอื่น

แต่ทว่าความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นในทันที หลังจากที่พ่อของเขารับรู้ความจริง บอยบอกว่าพ่อเรียกเขาไปเจอแล้วบอกเพียงว่าตัวเขากับแม่ได้เคลียร์ใจกันแล้ว และได้รับรู้เรื่องนั้นแล้ว โดยไม่ได้มีท่าทีโมโหหรือโกรธ เพียงแค่เรียกไปคุยแบบปกติ ก่อนในวันเดียวกันนั้น พ่อของเขาจะนั่งรถกลับต่างจังหวัดทันที ต่อมาบอยได้รับโทรศัพท์จากพ่อว่า อยากจะยุติเรื่องนี้ด้วยการพาทุกคนกลับไปอยู่ต่างจังหวัดทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่าเพื่อให้ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน พร้อมกันนั้นก็ด่าทอพฤติกรรมของแม่ให้เขาฟังทางโทรศัพท์ บอยเล่าว่าสถานการณ์เป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนเขารู้สึกว่าทุกครั้งที่ชื่อพ่อปรากฏบนโทรศัพท์ เขามีความรู้สึกกลัว ไม่อยากรับโทรศัพท์ และไม่อยากคุย

แต่เนื่องด้วยบอยกำลังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมขึ้นชั้นมหาวิทยาลัย ทำให้เงื่อนไขของเขาเป็นเหตุผลที่แข็งแรงพอที่จะทำให้ไม่ต้องไปอยู่กับพ่อที่ต่างจังหวัด ซึ่งพ่อของเขาก็รับรู้เรื่องนี้ และนั่นทำให้พ่อของเขามีอารมณ์ฉุนเฉียวมากขึ้นไปอีก และนานวันก็ยิ่งแย่ลง

“สายโทรศัพท์ของเขาที่โทรมาก็จะเป็นเรื่องซ้ำ ๆ เดิม ๆ พูดให้เราย้ายไปอยู่กับเขา ด่าแม่ต่าง ๆ นานา ซึ่งตอนนั้นสถานการณ์มันก็แย่ลง แต่มีอยู่วันหนึ่งที่เขาโทรมาแล้วเนื้อหามันเปลี่ยน ซึ่งเราจำคำนี้ได้เลย เขาพูดประมาณว่า ‘เราอยากกลับบ้านมา เจอแม่ไม่มีชีวิตอยู่ไหม’ เขาพูดประโยคนี้กับเราในสาย ซึ่งตอนนั้นเรารู้สึกว่ามันรุนแรงกับเรามาก มันคือการฆ่ากัน แล้วเด็กอายุ 17-18 อย่างเราในตอนนั้นควรตอบกลับสิ่งนี้ยังไง เราจำประโยคนี้ได้แม่นเลย แล้วก็รู้สึกกลัวกับประโยคนั้นมาก เพราะเราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อมา”

บอยบอกว่าหลังจากนั้นเขาและแม่ได้ไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจ แต่ไม่ได้แจ้งความเอาผิด เพราะยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น สุดท้ายแม่กับน้องสาวได้ไปอยู่ต่างจังหวัดกับพ่อ ส่วนตัวเขาเป็นคนเดียวที่ยังอยู่ในกรุงเทพฯ เพราะต้องเรียนต่อในชั้นมหาวิทยาลัย บอยบอกว่าภาพของการไปส่งน้องกับแม่ขึ้นรถที่สถานีหมอชิตสร้างความหวาดหวั่นให้กับเขาเป็นอย่างมาก

บอย (นามสมมติ)

ที่มาของภาพ,บอย (นามสมมติ)

“วันนั้นป้าเป็นคนไปส่งน้องที่หมอชิต แล้วเราก็ไปด้วย วันนั้นเรารู้สึกเศร้ามากเลย เป็นวันที่รู้สึกหดหู่ เป็นความรู้สึกประหลาดแล้วไม่เข้าใจมาก ๆ มันจำได้ขึ้นใจเลย ส่วนแม่เราตามไปทีหลัง หลังจากวันนั้นเพราะต้องเคลียร์เอกสารต่าง ๆ ให้กับน้อง และหลังจากนั้นแกก็ไป จนแม่ไปถึง แม่ก็โทรกลับมาหาเราแล้วบอกว่า ‘พ่อเราจะไม่ให้แม่กลับมาแล้วนะ พอไปถึงแล้วเขาจะขังแม่ไว้ที่นู่นเลย ไม่ให้กลับมาแล้ว’ แล้วหลังจากนั้นเราก็ไม่ได้เจอแม่กับน้องสาวอีกเลย”

“ตอนนั้นเรารู้สึกกลัว มีความหดหู่ กังวลอยู่ตลอดเวลา เรานอนไม่ได้ ไม่กล้าหลับตา เราจะรู้สึกอยู่เสมอว่าเหมือนตกลงมาจากที่สูงลงไปในเหวดำ ๆ แล้วมีของใหญ่ ๆ หล่นลงมาทับเรา มันเป็นความกลัวที่ไม่รู้ว่าเราจะจัดการกับภาวะนั้นยังไง กลัวที่โทรศัพท์จะดัง กลัวว่าไม่รู้ว่าพ่อจะทำอะไรแม่หรือทำอะไรน้องไหม”

บอยได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในวิทยาเขตต่างจังหวัดและต้องย้ายไปอยู่หอ การจัดการเรื่องการเรียนของบอยกลายเป็นหน้าที่หลักของญาติ ๆ ที่ยังอยู่ในกรุงเทพฯ บอยบอกว่าตอนนั้นเขาอยู่ในสภาวะอารมณ์และจิตใจที่ไม่ค่อยปกติ เขาบอกว่าพ่อยังโทรมาหาอยู่ แต่ท่าทีก็เริ่มเบาลงกลายเป็นถามสารทุกข์สุขดิบทั่วไป จากเดิมที่โทรมาด่าทอแม่ แต่บอยก็บอกว่าเขายังรู้สึกไม่โอเคกับการที่พ่อของเขาโทรมาแบบนี้ แม้จะไม่ได้เป็นเรื่องในครอบครัวแล้วก็ตาม บอยพยายามบ่ายเบี่ยงที่จะไม่รับโทรศัพท์เมื่อพ่อโทรมา บ้างก็กดตัดสาย บ้างก็ไม่รับ บ้างก็อ้างว่าไม่ว่างเพราะติดเรียน ความรู้สึกอยากตัดขาดจากพ่อและแม่ของเขาเริ่มทวีคูณขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดวันหนึ่งเขาตัดสินใจบอกความรู้สึกกับพ่อผ่านทางโทรศัพท์

“มีช่วงหนึ่งที่เรารู้สึกหนักมาก คือเราพยายามจะตัดขาดจากเขา แต่สุดท้ายเขาก็ยังโทรมาเรื่อย ๆ คือถ้ามึงไม่ตายหรือกูไม่ตายเราก็จะติดต่อกันอยู่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนมีสายหนึ่งเขาโทรมา เราก็ตัดสินใจบอกความรู้สึกกับเขา แต่เราไม่กล้าบอกเป็นภาษาไทย เพราะตอนนั้นเรารู้สึกกลัวที่จะพูดออกไปแล้วรู้สึกมันรุนแรงที่จะพูดเป็นภาษาไทย เราเลยตัดสินใจบอกกับเขาเป็นภาษาอังกฤษเพื่อลดทอนความรู้สึกลง โดยมีเนื้อความว่า เราคิดยังไง เรารู้สึกยังไงกับเขา และรู้สึกกับเหตุการณ์ที่ผ่านมายังไง บอกความรู้สึกไปทั้งหมด แล้วก็บอกกับเขาคำหนึ่งว่า ‘ถ้ายังเป็นห่วงกันอยู่ โปรดแสดงความเป็นห่วงนั้นด้วยการไม่ติดต่อเรามาอีกได้ไหม’ เขาก็ฟัง แล้วคุยกันอีกนิดหน่อย แล้วก็วางสายกันไป นั่นเป็นการคุยกันครั้งสุดท้ายระหว่างเรากับพ่อ เขาไม่โทรมาหาเราอีกเลย”

ส่วนแม่ บอยก็ตัดขาดไปเช่นกัน บอยเล่าว่า มีสายหนึ่งที่แม่โทรมาหาบอยแล้วพูดถึงแผนการที่อยากจะกลับมาที่กรุงเทพฯ โดยที่พ่อไม่ได้รับรู้ นั่นทำให้บอยรู้สึกไม่โอเคกับแผนการที่แม่จะทำ เพราะกังวลว่าจะเกิดปัญหาตามมา เหตุการณ์นั้นทำให้แม่และบอยเถียงกันทางโทรศัพท์และเป็นอันชัดเจนว่าบอยไม่ได้อยากให้แม่กลับมา และจากสายโทรศัพท์ในวันนั้นเขากับแม่ก็ไม่ได้คุยกันอีก

เป็นเวลากว่า 7 ปีแล้ว นับจากโทรศัพท์สองสายสุดท้ายที่เขาได้คุยกับพ่อและแม่ เขาไม่ได้รับรู้เรื่องราวของพ่อและแม่ ส่วนตัวเขาได้เรียนจบและยังอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมกับญาติ ๆ ในกรุงเทพฯ เขายอมรับว่าการที่ได้ตัดขาดจากทั้งพ่อและแม่ เป็นสิ่งที่เขาอยากให้เป็น เพราะพ่อและแม่ได้สร้างบาดแผลไว้ให้มากเกินกว่าที่เขาจะกลับไปมีความสัมพันธ์ฉันพ่อแม่ลูกแบบเดิมได้อีก

“ทุกครั้งที่เราเห็นร่องรอยนั้น เราจำได้แม่นเลยว่ามันเกิดจากการเผาบ้านของพ่อ”

แพร (นามสมตติ) อายุ 32 ปี เติบโตมาในครอบครัวที่มีสมาชิกในครอบครัว 4 คน คือ พ่อ แม่ เธอ และน้องชายที่อายุห่างกัน 6 ปี เธอบอกว่าหากมองจากภายนอก ครอบครัวของเธอก็ดูเป็นครอบครัวที่ปกติ แต่ถ้ามองจากคนใน เธอบอกว่ามันเหมือนนรกบนดิน บ้านไม่ใช่ที่ปลอดภัยสำหรับเธอ

เธอนิยามครอบครัวของเธอว่าเป็นครอบครัวที่พ่อแม่ทะเลาะกันตลอดเวลา พ่อของเธอเป็นคนเจ้าอารมณ์ และเป็นคนที่ดุมาก ด่าทอ ทำร้ายร่างกายคนในบ้าน และไม่มีใครห้ามหรือหยุดได้

“เขาทะเลาะกันต่อหน้าเรา ความรุนแรงก็เกิดขึ้นต่อหน้าเราตั้งแต่ต้นจนจบ ส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องที่พ่อหึงหวงแม่ มีครั้งหนึ่งภาพที่เห็นคือ เหมือนแม่เราปิดประตูอยู่อีกห้องหนึ่ง แล้วพ่อก็ตามไปเอาเรื่อง พ่อก็ถีบประตู ถีบประตูเสร็จก็ถีบแม่ล้ม แล้วก็กระทืบซ้ำ จำได้ว่าแม่ก็ตาเขียวตัวเขียว ตอนนั้นเรารู้สึกกลัวมาก มันรู้สึกรุนแรง พอเราเข้าไปห้ามเราก็โดนตะคอกกลับมาว่า อย่ายุ่ง ไม่ใช่เรื่องของเด็ก เราก็กลัวว่าเราจะโดนด้วย เราเลยไม่กล้าเข้าใกล้พ่อ”

แพร (นามสมมติ)

ที่มาของภาพ,แพร (นามสมมติ)

ในช่วงที่ยังไม่มีน้องชาย แพรเล่าว่าเหตุการณ์ความรุนแรงนั้นเกิดขึ้นสารพัด พ่อและแม่เวลาอยู่ใกล้กันมักจะทะเลาะกันเสมอ ๆ และมันมักจบด้วยความรุนแรง ภาพจำการที่พ่อกระทำต่อแม่กลายเป็นภาพธรรมดาที่เธอเห็นอยู่เป็นประจำ ความเจ็บปวดและทรมานที่แม่ของเธอได้รับ ทำให้ครั้งหนึ่งแม่ของเธอตัดสินใจกินยาฆ่าตัวตาย

“เราจำไม่ได้ว่าเริ่มเรื่องของเหตุการณ์นั้นมันเป็นมายังไง แต่มันมักจะมาจากเรื่องหึงหวง แล้วรู้สึกว่าตอนนั้นแม่น้อยใจพ่อหรืออะไรสักอย่าง แต่มันก็เกิดเรื่องที่ว่า แม่กินยาฆ่าตัวตาย ตอนนั้นเราเด็กมากเลย ใครไม่รู้ไปรับเรากลับมาจากที่โรงเรียน พอตอนกลับมา ภาพที่เห็นก็คือทุกคนกำลังช่วยแม่ไปส่งโรงพยาบาล ตอนนั้นเรางงมากว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกคนรุมล้อมกำลังช่วยแม่ แล้วสุดท้ายแม่ก็ถูกส่งไปที่โรงพยาบาล แล้วโดนสอดสายยางเพื่อล้างท้อง แล้วแม่ก็รอดมาได้”

แพรเติบโตมากับภาพความรุนแรงจนเห็นว่ามันเป็นเรื่องปกติ เธอเข้าใจมาโดยตลอดว่าการมีพ่อแม่ที่อยู่ด้วยกันนั้นถือว่าเป็นครอบครัวที่ดีแล้ว ฉะนั้นเวลาเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นในบ้าน เธอไม่เคยนำไปบอกหรือเล่าให้ใครฟัง และมักจะเก็บไว้กับตัวเองเพราะคิดว่าเป็นเรื่องปกติที่ทุกบ้านอาจต้องมีเหตุการณ์แบบนี้ จนเมื่อโตขึ้นเธอจึงได้รู้ว่าสิ่งเหล่านี้เรียกว่าความรุนแรงในครอบครัว และไม่ใช่เรื่องปกติ

ความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับแม่ของเธอเองเท่านั้น ความโมโหร้ายของพ่อยังส่งผลกระทบถึงคนรอบข้าง รวมถึงตัวเธอเองที่โดนกระทำด้วย

“ช่วงที่เราโดนบ่อย ๆ มักจะเป็นช่วงวัยรุ่นที่บางครั้งเราก็ดื้อบ้าง ออกไปหนีเที่ยวข้างนอกอะไรแบบนี้ มีครั้งหนึ่งที่เราไปตลาดนั้นเปิดท้ายกับพี่คนหนึ่งตอนช่วงมืดแล้ว แล้วพ่อเราโทรมาแล้วเราก็ไม่กล้ารับเพราะเราอยู่ข้างนอก พ่อไม่ชอบให้เราไปไหน เพราะด้วยความเป็นห่วงและเราก็เป็นผู้หญิงด้วย พอเราไม่รับโทรศัพท์แกก็เลยโมโห จนถึงจุดหนึ่งเราก็รับโทรศัพท์ แล้วเขาก็บอกประมาณว่า เดี๋ยวเราจะต้องโดนแน่ ๆ เพราะหนีไปข้างนอกไม่บอกเขา เรารู้ว่าเราต้องโดนแน่ ๆ เรากลัวมาก เราก็เลยหลบไปอยู่ในห้องเรา แล้วเราก็ล็อกห้อง พอพ่อกลับบ้านมาถึง แกก็ตะโกน ๆ แล้วแกก็กระโดดถีบประตูห้องเราพัง พอแกเข้ามาถึงปุ๊บ แกก็ถีบเรา แล้วก็โดนตีไปตามสเต็ป”

แพรนิยามการลงโทษของพ่อว่า มันไม่เหมือนการที่พ่อแม่ลงโทษลูกแบบทั่วไป แต่มันเหมือนการ ‘โดนซ้อม’ มันเป็นการใส่อารมณ์ไปที่เธอ เธอบอกว่าเธอทั้งโดนเตะ โดนต่อย และมีครั้งหนึ่งที่เธอถูกพ่อมัดมือผูกขึงไว้กับคานที่ติดกับหลังคาของบ้าน เธอห้อยต่องแต่ง และถูกฟาดด้วยเข็มขัดนับครั้งไม่ถ้วน อีกทั้งยังเคยโดนตีจนหัวแตกเป็นแผลเป็นมาถึงทุกวันนี้ ซึ่งเธอบอกว่าพ่อไม่เคยรับรู้เรื่องนี้

เธอบอกว่าพ่อของเธอจะตีจนกว่าจะระบายอารมณ์ไปหมด แล้วจึงหยุด พอไปสงบสติอารมณ์ได้ก็จะคิดได้ว่าทำลูกเจ็บ และมักจะส่งคนมาดูหลังจากทำไปแล้ว แต่จะไม่มาดูเองหรือขอโทษกับสิ่งที่ทำลงไป

แพร (นามสมมติ)

ที่มาของภาพ,แพร (นามสมมติ)

เธอบอกว่าตอนที่มีน้องชายแล้ว ทุกอย่างก็ดูเบาลง แล้วตัวพ่อเองก็ไม่ได้อยู่บ้านตลอดเวลาเหมือนอย่างเคย เนื่องจากพ่อต้องเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ กลับบ้านสัปดาห์ละครั้ง หรือบางครั้งก็ไม่ได้กลับ ทำให้เสียงการทะเลาะกันของพ่อแม่เริ่มจางหายไป แต่ก็มีเหตุการณ์ที่เธอกับน้องชายประสบเจอ และอาจเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เธอเจอมา

“มันมีเหตุการณ์หนึ่ง เราจำไม่ได้ว่าเหตุการณ์มันเริ่มจากอะไรแต่คิดว่าคงไม่พ้นเรื่องหึงหวง สมัยที่เรายังเด็กมาก และตอนนั้นน้องชายเพิ่งจะเกิด ยังเป็นเด็กแบเบาะอยู่เลย ตอนนั้นมันเป็นช่วงเช้า แล้วเราอยู่ในบ้านกับน้องชาย 2 คน และน้องยังนอนอยู่ เหตุการณ์นั้นเราตื่นขึ้นมาแล้วเราก็เห็นควัน ก่อนจะรู้ว่าพ่อกำลังจะเผาบ้าน โดยที่มีเรากับน้องชายอยู่ในบ้าน รู้สึกว่าแม่จะอยู่อีกห้องหนึ่งด้วย บ้านหลังนั้นอยู่ติดกับบ้านป้าและญาติ ๆ ซึ่งพวกเขาเป็นคนที่มาช่วยห้ามพ่อเอาไว้ เหตุการณ์มันก็เลยจบลง เราก็เลยรอดมาได้ ทุกครั้งที่เราเห็นร่องรอยนั้น เราจำได้แม่นเลยว่ามันเกิดจากการเผาบ้านของพ่อ”

ปัจจุบันแพรได้มีครอบครัวเป็นของตัวเองแล้ว และพ่อกับแม่ของเธอได้แยกทางกัน โดยพ่อออกไปมีครอบครัวใหม่ ส่วนแม่ยังอยู่บ้านหลังเดิมกับครอบครัวของเธอ ทำให้เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากไปพร้อมกับพ่อที่ได้ออกจากบ้านหลังนี้ไปแล้ว

ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบอย่างไร

“มันรู้สึกเสียใจและกดดันเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น ทำให้เราเป็นคนเครียดง่าย บางทีมีอาการทางร่างกายทั้งปวดหัวบางครั้งก็ผื่นตามร่างกาย มีอาการวิตกกังวลอยู่บ้าง แต่ถ้าเรื่องซึมเศร้าก็ถือว่าเราเป็นหนัก ความมั่นคงทางอารมณ์มันไม่ค่อยดี 7 วันเศร้าไปแล้ว 4 วัน รู้สึกไม่อยากมีชีวิต มันเหนื่อยมันเครียด คือถ้าเป็นเด็กที่เขาไม่มีปัญหาตรงนี้ เขาก็คงได้ไปทำในสิ่งที่เขาสนใจ ได้ไปเล่นกีฬา เล่นดนตรี แต่กับเรามันเหมือนแค่ว่าวันหนึ่งเราจะรอดจากวันนี้ไปได้ยังไง ทำยังไงไม่ให้โดนด่า ทำยังไงให้วันนี้มันผ่านไปโดยที่ไม่ต้องเจ็บปวดเกินไป” น้ำพูดถึงผลกระทบที่ส่งผลต่อตัวเธอ

“ในทางหนึ่งเขาก็ยังเป็นพ่อเป็นแม่เราอยู่ในเชิงพฤตินัย แต่ในทางหนึ่งเขาก็เป็นคนที่สร้างบาดแผลให้เรา ทั้งพ่อและแม่ เรารู้สึกว่าคนสองคนที่เป็นผู้ใหญ่ที่โตแล้ว มีความคิด มีวัยวุฒิ มีคุณวุฒิที่จะคิด แยกแยะ และยับยั้งอะไรได้ แต่เขาเลือกที่จะไม่ทำ และมาสร้างปัญหา บาดแผลให้กับคนอื่นและลูก ๆ เราก็เลยมองทั้งสองคนว่าเป็นคนที่สร้างบาดแผลให้เราเอาไว้ และยังมีอยู่ในทุกวันนี้ เหมือนพวกเขากลายเป็นคนที่เรารู้สึกว่า อย่าเจอ อย่าติดต่อ อย่าอะไรกันเลยในชีวิต จนกว่า ไม่ว่าเขาจะตายก่อนหรือเราตายก่อน” บอยพูดถึงความรู้สึกที่ยังมีต่อพ่อและแม่ของเขา

“แน่นอนว่ามันฝังใจอยู่แล้ว สิ่งที่ส่งผลกับเราคือ ตอนเรามีลูกแล้ว บางครั้งเราก็หลุดอารมณ์ร้อนกับลูกไปบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นการดุกับลูกที่เกินไป แต่เราจะมีการขอโทษลูกทุกครั้งเมื่อเหตุการณ์มันจบลง และที่แน่ ๆ คือ มันทำให้เราไม่กล้าเข้าหาพ่อ เราไม่กล้าที่จะคุยอะไรตรง ๆ กับพ่อเลย พอมันเจอแต่เหตุการณ์แบบนี้ เราก็รู้สึกว่าเหมือนเราไม่เคยได้รับความอบอุ่นเลย เหมือนไม่ได้เคยได้รับการแสดงความรักจากพ่อ จนบางครั้งก็สงสัยว่าเขารักเราไหม… มันเหมือนกับว่ามันทำให้เราอยากได้รับความรัก แล้วเราก็อยากมีแฟนที่รักเรา เราเหมือนต้องการความรักอยู่ตลอดเวลา พูดแล้วก็จะร้องไห้ (สะอื้น) มันเหมือนเราไม่เคยได้รับความอบอุ่น (ร้องไห้) พอมีชีวิตเป็นของตัวเอง เราก็เลยมายึดว่าเราอยากได้ความรักจากคนที่เรารัก มันก็อาจจะส่งผลแล้วก็ไปกดดันจากแฟนของเรา จากลูกของเราอีกว่า เธอต้องรักฉันนะ อะไรแบบนี้” แพรบอกเล่าความรู้สึกทั้งน้ำตา

แพร (นามสมมติ)

ที่มาของภาพ,แพร (นามสมมติ)

คุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว

ความรุนแรงในครอบครัวยังคงเกิดขึ้นในสังคมไทย ทั้งจากตัวเลขรายงานความรุนแรงในครอบครัวที่เพิ่มขึ้นตลอดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีอีกหลายกรณีที่ผู้โดนกระทำไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐใด ๆ ซึ่งเหตุผลมักจะเป็นเรื่องของความกลัว การไม่กล้าที่จะขอความช่วยเหลือเพราะอาจจะทำให้สถาณการณ์แย่ลง หรือการไม่รู้ว่าจะต้องไปพึ่งใครหรือหน่วยงานใดให้มาตรวจสอบหรือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น หรืออย่างร้ายแรงที่สุดคือการไม่รู้ว่าเราสามารถขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ๆ ได้

หากคุณตกอยู่ในสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงว่าจะมีความรุนแรงในครอบครัวเกิดขึ้น หรือเป็นพยานพบเห็นการกระทำที่อาจเป็นความรุนแรงในครอบครัว หน่วยงานของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้เปิดช่องทางการให้บริการกับเรื่อง ‘ความรุนแรงในครอบครัว’ เป็นบริการเฉพาะ สามารถโทรสายด่วนตลอด 24 ชั่วโมงได้ที่ ศูนย์ช่วยเหลือสังคม เบอร์ 1300, 1387, 191 และ 1157

เพราะความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องของคนทุกคน และไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *